เรื่องควรรู้เกี่ยวกับภาษีรถยนต์ ที่ใครๆก็สามารถเข้ามาอ่านได้

เมื่อพูดกันถึงเรื่องการซื้อขายรถยนต์ ก็ต้องมีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่พวกเราส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้สนใจเกี่ยวกับตัวเลขพวกนี้กันสักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ คงเป็นเพราะตัวเลขพวกนั้นมันดูยุ่งยากวุ่นวาย และยังไงเสียเราก็ต้องจ่ายรวมไปอยู่ดี ไม่มีทางหลีกหนีมันได้

หากคุณเคยสงสัยว่า ราคารถยนต์ที่เราได้จ่ายไปนั้น เราได้จ่ายเป็นส่วนของภาษีไปเท่าไหร่ ราคารถจริง ๆ แล้วมันเท่าไหร่กันแน่ ประเทศอื่น ๆ เขาเสียภาษีแบบนี้กันหรือเปล่า แล้วภาษีพวกนี้เอาไปทำอะไร วันนี้ผมหาคำตอบมาให้พวกคุณแล้วครับ ไปติดตามกันได้เลย

ภาษีสำหรับรถยนต์ในประเทศไทยจะมีอัตราการคิดเป็น 2 แบบครับ

แบบแรกใช้สำหรับกรณีรถยนต์ที่นำเข้าแบบเป็นคันมาแล้วจากต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า รถนำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศนั่นแหละ การคำนวณภาษีสำหรับรถยนต์ประเภทนี้นั้นคิดจากราคารถ+ค่าอากรประกันภัย+ค่าขนส่วจากต่างประเทศ หรือ CIF ย่อมาจาก Cost + Insurance + Freight นั่นเอง ซึ่งราคา CIF จะอยู่ในเอกสารนำเข้า หรือ Invoice

สมมุติว่าราคา CIF ใน Invoice เท่ากับ 1 ล้านบาท ซึ่งภาษีที่จะจัดเก็บมีดังนี้

  1. อากรขาเข้า เป็นด่านแรกที่ผู้นำเข้าจะต้องจ่ายก่อนนำรถออกจากท่าเรือเข้ามาในประเทศ ในอัตรา 80% ของราคา CIF ซึ่งเท่ากับ 8 แสนบาท
  2. ภาษีสรรพสามิต ซึ่งกรมศุลกากรจะทำการเก็บภาษีนี้ พร้อมกับอากรขาเข้า ในอัตราต่างกันตั้งแต่ 30-50% ตามปริมาตรความจุกระบอกสูบ หรือขนาดเครื่องยนต์ เช่น รถยนต์ขนาดไม่เกิน 2000 ซีซี ที่ถูกจัดเก็บในอัตรา 30%ของราคา CIF รวมกับภาษีอากรขาเข้า โดยใช้สูตรการคำนวณการจัดเก็บที่เรียกว่า “ฝังใน”
  3. ภาษีมหาดไทย ชื่อภาษีมีที่มาจากภาษีที่เก็บได้นี้ถูกนำไปบริหารประเทศโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งภาษีมหาดไทยจะคิดที่อัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตรา 7% ของราคา CIF + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีมหาดไทย

ลองนั่งนับนิ้วคำนวณทั้ง 4 ภาษีดูคร่าว ๆ ก็จะรวมได้ถึง 280 กว่าเปอร์เซ็นต์ นี่เอาแค่เบาะ ๆ คิดจากรถที่มีขนาดไม่เกิน 2,000 ซีซี.นะเนี่ย ขนาดยังไม่บวกกำไร กับค่าอื่นอีกจิปาถะนะเนี่ย ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อเห็นราคารถดิบ ๆ จากเมืองนอกแค่ 1 ล้านบาท แต่เมื่อเอามาขายในบ้านเรากลับมีราคาถึง 3 – 4 ล้านบาท

อีกกรณีหนึ่งเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งบริษัทผู้ผลิตจะต้องนำชิ้นส่วนบางรายการเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อมาประกอบในไทย จะมีภาษีที่จะต้องเอามาคำนวณดังนี้

  1. อากรขาเข้า ขึ้นอยู่กับจำนวนหรือน้ำหนักของชิ้นส่วนที่นำเข้า ประมาณ 30% ของราคา CIF แต่ถ้าเป็นรถยนต์ที่ประกอบขึ้นจาชิ้นส่วนที่ผลิตได้ในประเทศไทยทั้งหมดก็ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้
  2. ภาษีสรรพสามิต ที่จัดเก็บโดยคำนวณจากราคาหน้าโรงงานไม่ต่ำกว่า 76% ของราคาขายปลีก
  3. ภาษีมหาดไทย คิดในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิตอีกที เพื่อนำส่วนนี้เข้ากระทรวงมหาดไทย
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% เหมือนกรณีแรก

ภาษีโดยรวมของรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 40-70% ของราคาขายปลีก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องยนต์ ยิ่งมีความจุกระบอกสูบมากเท่าไหร่ การจัดเก็บภาษีก็จะสูงตาม

ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ นะครับ สมมุติว่า รถยนต์ขนาดไม่เกิน 2,000 ซีซี. มีราคาขายหน้าโรงงาน 1 ล้านบาท เราต้องบวกภาษีให้กับรัฐเข้าไปอีก 4-7 แสนเลยนะครับ

แต่ในกรณีรถที่นำเข้ามาทั้งคันจะมีมูลค่าภาษีประมาณ 200-300% ซึ่งถ้าราคารถ 1 ล้านบาท จะมีมูลค่าภาษีไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ผู้ซื้อก็จะต้องจ่ายเงินทั้งหมดกว่า 3 ล้านบาทแน่นอน

ทั้งหมดนี้ก็คือสาเหตุที่ทำให้เราต้องใช้รถยนต์ที่มีราคาแพงกว่าต่างประเทศนั่นเอง

 

 

 

One thought on “เรื่องควรรู้เกี่ยวกับภาษีรถยนต์ ที่ใครๆก็สามารถเข้ามาอ่านได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *